นิเทศฯ ม.กรุงเทพ ถอดรหัสอนาคตอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ผ่าน VISION HOUSE: CREATIVE SPARK

จาก Micro Drama ถึง Superfan Economy ผู้นำจากวงการสื่อ คอนเทนต์ เทคโนโลยี แบรนด์ และ Creator Economy ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่ออนาคต Human Creativity x AI

 คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ สรุปความสำเร็จจากการจัดงาน VISION HOUSE: CREATIVE SPARK: A Human-Centric Synergy of Creativity, Technology, Intelligence & Impact พื้นที่ที่เปิดให้คนในแวดวงสื่อ คอนเทนต์ เทคโนโลยี แพลตฟอร์ม แบรนด์ Creator Economy และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เชื่อมโยงความคิด และสร้างความร่วมมือเพื่ออนาคตของการสื่อสารสร้างสรรค์ในยุค AI พร้อมชี้ว่า ในวันที่ AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต การกระจายคอนเทนต์ การเข้าใจผู้ชม และโมเดลธุรกิจสร้างสรรค์ ความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมไม่ใช่เพียงการใช้เทคโนโลยีให้เร็วขึ้น แต่คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อเข้าใจมนุษย์ สร้างความไว้วางใจ พัฒนา Future Leaders และขับเคลื่อน Creative Ecosystem ที่ยั่งยืน

งานครั้งนี้สะท้อนบทบาทของคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในฐานะพื้นที่กลางที่เชื่อมองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยเข้ากับประสบการณ์จริงของอุตสาหกรรม เพื่อเปิดบทสนทนาเรื่อง Human-Centered Creative–AI Communication หรือการสื่อสารสร้างสรรค์ที่ใช้ AI เป็นพลังเสริม แต่ยังให้มนุษย์เป็นผู้กำหนดทิศทาง ความหมาย จริยธรรม และผลกระทบของการสื่อสาร

 Session “MICRO DRAMA, MACRO IMPACT” ที่ชวนมอง Micro Drama และละครแนวตั้ง ไม่ใช่เพียงคอนเทนต์สั้นหรือเทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ ตั้งแต่วิธีเล่าเรื่อง พฤติกรรมผู้ชม โมเดลการผลิต การกระจายคอนเทนต์ ไปจนถึงโอกาสทางธุรกิจของคอนเทนต์ไทย  เวทีนี้สะท้อนว่า จุดเริ่มต้นของละครแนวตั้งไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากพฤติกรรมผู้ชมที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการรับชมผ่านโทรศัพท์มือถือในช่วงเวลาสั้น ๆ ระหว่างวัน เช่น ระหว่างเดินทาง รอรถไฟฟ้า หรือใช้เวลาว่างบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ทำให้ผู้ผลิตคอนเทนต์ต้องเรียนรู้วิธีเล่าเรื่องใหม่ที่เร็วขึ้น กระชับขึ้น และแข่งขันอยู่ในพื้นที่เดียวกับ Reels, TikTok และ Short Video ของครีเอเตอร์รุ่นใหม่

คุณสันต์ ศรีแก้วหล่อ ผู้กำกับการแสดง ช่อง ONE 31 สะท้อนว่า ละครแนวตั้งเป็นสนามใหม่ที่ผู้ผลิตต้องปรับตัว ไม่ใช่เพียงการนำละครเดิมมาทำให้สั้นลง แต่ต้องเข้าใจพฤติกรรมการดูผ่านโทรศัพท์มือถือ และออกแบบจังหวะการเล่าเรื่องให้จับผู้ชมได้อย่างรวดเร็ว เขาชี้ว่า ความท้าทายของละครแนวตั้งคือการย่อยเรื่องให้เข้าใจง่ายภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีหรือไม่กี่นาที พร้อมใช้ Cliffhanger การทิ้งปม และจิตวิทยาของผู้ชมเพื่อดึงให้เกิดการรับชมต่อเนื่อง

คุณสันต์ยังมองว่า ละครแนวตั้งมีอิสระในการเล่าเรื่องมากกว่ารูปแบบเดิม แต่ต้องมีโครงเรื่องที่แม่นยำ และพาผู้ชมไปสู่จุดสำคัญของเรื่องให้เร็วที่สุด ขณะเดียวกัน AI อาจเข้ามาช่วยสนับสนุน workflow บางส่วนของกระบวนการผลิตที่ต้องการความรวดเร็ว เช่น การหา reference การเตรียมภาพตัวอย่าง หรือการเร่งขั้นตอนบางส่วนของงาน แต่หัวใจสำคัญยังอยู่ที่มนุษย์ โดยเฉพาะการตัดสินใจของผู้กำกับในการกำหนดอารมณ์ จังหวะ และความเชื่อของเรื่อง

ด้าน คุณนภัสริญญ์ พรหมพิลา Executive Producer จาก Halo Productions มองว่า Micro Drama เป็นโอกาสสำคัญของผู้เล่นใหม่ นักศึกษา ผู้กำกับ นักเขียนบท และคนทำงานสร้างสรรค์ที่กำลังรอโอกาสในการทดลองไอเดียและสร้าง IP ของตัวเอง เธอชี้ว่า Micro Drama ไม่ใช่เพียง format ใหม่ แต่เป็นอีก category หนึ่งของการผลิตคอนเทนต์ที่ต้องเรียนรู้จริง ทดลองจริง และเข้าใจ workflow ใหม่ ตั้งแต่การเขียนบท การถ่ายทำ การตัดต่อ ไปจนถึงการทำให้ผู้ชมอยากดูต่อภายในเวลาที่จำกัด

คุณนภัสริญญ์ยังย้ำว่า AI อาจช่วยให้ workflow การทำงานเร็วขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องบริหารเวลาและงบประมาณอย่างเข้มข้น แต่ผู้สร้างยังต้องทำหน้าที่เป็น “ผู้เลือกที่ดี” และ “ผู้คัดสรรที่รับผิดชอบ” เพราะงานสร้างสรรค์ไม่ได้จบที่การผลิตให้เร็วขึ้น แต่ต้องเลือกสิ่งที่ถูกต้อง เหมาะสม และมีความหมายต่อผู้ชม

ขณะที่ ดร.จักริน เทพวงค์ อาจารย์ประจำคณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และผู้เขียนบทและผู้กำกับร่วมซีรีส์ ทนายปีศาจ มองว่าการย่อเรื่องให้สั้นเป็นความท้าทายเชิงศิลปะของนักเขียนบท และเชื่อว่า Micro Drama จะค่อย ๆ พัฒนาไปสู่เนื้อหาที่ลึกและหลากหลายมากขึ้น พร้อมเสริมว่า AI แม้จะช่วยให้การผลิตมีประสิทธิภาพขึ้น แต่ไม่อาจทดแทนความเข้าใจวัฒนธรรม อารมณ์ และประสบการณ์ชีวิตของมนุษย์ ซึ่งยังคงเป็นหัวใจของการเล่าเรื่อง

อย่างไรก็ตาม ดร.จักรินชี้ให้เห็นว่า แม้รูปแบบการเล่าเรื่องจะเปลี่ยนไป แต่พื้นฐานสำคัญของ storytelling ยังไม่เปลี่ยน เพราะมนุษย์ยังต้องการเอาใจช่วยตัวละคร ต้องการความรู้สึก ความขัดแย้ง การปลดปล่อย และความหมายบางอย่างจากเรื่องเล่า สิ่งที่คนทำงานรุ่นใหม่ต้องทำจึงไม่ใช่การไล่ตามเครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจพื้นฐานของเรื่องเล่า วัฒนธรรม และสิ่งที่ตนเองอยากเล่าจริง ๆ

ประเด็นสำคัญจาก Session นี้จึงสะท้อนว่า Micro Drama คือทั้งโอกาสและแรงกดดันใหม่ของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย เพราะเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ทดลองสร้างงาน ขณะเดียวกันก็ท้าทายผู้ผลิตมืออาชีพให้ต้องปรับวิธีคิด วิธีผลิต และวิธีแข่งขันในระบบแพลตฟอร์มที่เปลี่ยนเร็วขึ้น หัวใจของความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ความสั้นหรือความเร็วเท่านั้น แต่อยู่ที่ Human Truth ที่ทำให้ผู้ชมไม่เพียงคลิกดู แต่รู้สึก เชื่อมโยง และอยากอยู่กับเรื่องราวต่อ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อริชัย อรรคอุดม คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า “VISION HOUSE: CREATIVE SPARK สะท้อนให้เห็นว่า อนาคตของ Creative Communication ในยุค AI ไม่ได้เป็นเรื่องของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับมนุษย์ อุตสาหกรรมต้องการคนรุ่นใหม่ที่ไม่เพียงใช้ AI ได้ แต่ต้องเข้าใจผู้คน เข้าใจบริบท มีความคิดเชิงวิพากษ์ มีจริยธรรม และสามารถสร้างคุณค่าที่มีความหมายต่อสังคมได้จริง”

งาน VISION HOUSE: CREATIVE SPARK จึงเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในการขยายบทบาทสู่การเป็น Thought Leadership Platform และ Industry Convener ที่เชื่อมภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ แพลตฟอร์ม แบรนด์ ครีเอเตอร์ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพื่อร่วมกันพัฒนา Future Leaders และขับเคลื่อนระบบนิเวศการสื่อสารสร้างสรรค์ให้เติบโตอย่างมีความหมายและยั่งยืน