การประชุมประจำปี IMF และธนาคารโลก 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ CEA ร่วมกับ Netflix จัดงาน “CREATIVITY AS CAPITAL: Driving the Next Growth Frontier” ณ โรงแรมแอนดาซ วัน แบงค็อก ซึ่งเป็นกิจกรรมคู่ขนานอย่างเป็นทางการของการประชุม IMF–World Bank เพื่อผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยสู่ตลาดโลก
ภายในงานมีการปาฐกถาพิเศษร่วมกับผู้แทนอาวุโสจากธนาคารโลก ในหัวข้อ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในฐานะกลไกการเติบโต” ก่อนเข้าสู่เวทีเสวนา “From Creative Capital to Global Asset” หรือ “จากทุนแห่งความคิดสร้างสรรค์ สู่สินทรัพย์ระดับสากล” โดยมีคุณบอย ถกลเกียรติ วีรวรรณประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ คุณ Andrew Ure รองประธานฝ่ายกิจการระดับโลก ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Netflix และผู้แทนจาก KOCCA ของเกาหลีใต้ ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ ADB และบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ หรือ IFC
คุณบอย ถกลเกียรติ ชี้ว่า จุดแข็งของคอนเทนต์ไทยคือเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สะท้อนผ่านตัวละครและเนื้อเรื่อง แต่การจะขยายตลาดสู่ต่างประเทศ ต้องผสมผสานเรื่องราวที่มีความเป็นสากล เพื่อให้ผู้ชมทั่วโลกเข้าใจและเข้าถึงได้ โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งความเป็นไทย
ขณะเดียวกัน การผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เติบโต ต้องทำให้ผลงานสามารถสร้างรายได้และผลกำไรได้จริง เพื่อดึงดูดนักลงทุน เนื่องจากการผลิตละคร ซีรีส์ และภาพยนตร์ต้องใช้เงินลงทุนสูง ขณะที่ผู้ผลิตบางรายยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งทุน
คุณบอยจึงเสนอให้ภาครัฐและสถาบันการเงินพัฒนากลไกสนับสนุนเงินทุน โดยเฉพาะ การพิจารณานำสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา หรือ IP มาใช้เป็นหลักประกันทางการเงิน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตเข้าถึงเงินทุน นำไปพัฒนาผลงาน ยกระดับคุณภาพการผลิต และขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมส่งเสริมการตลาดและสร้างความร่วมมือกับแพลตฟอร์มระดับโลก เพื่อเปลี่ยนความนิยมในคอนเทนต์ไทยให้กลายเป็นรายได้อย่างต่อเนื่อง


นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนาหัวข้อ “Building the Enabling Environment” ว่าด้วยนโยบาย แพลตฟอร์ม และมาตรการจูงใจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยมีผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมทรัพย์สินทางปัญญา และ CEA ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางสนับสนุนผู้ประกอบการ ก่อนปิดท้ายด้วยกิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจ “Stories That Move Economies” โดย Netflix
ปัจจุบันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยมีมูลค่าประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท หรือ 10.8% ของมูลค่าเพิ่มรวม และยังมีโอกาสสร้างรายได้จากต่างประเทศ รวมถึงการจ้างงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง
ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ IMF คาดว่าจะเติบโตเพียง 2.1% ทั้งปีนี้และปีหน้า เศรษฐกิจสร้างสรรค์จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ที่น่าจับตา แต่โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงทำให้คอนเทนต์ไทยโด่งดังในตลาดโลก หากต้องเปลี่ยนความนิยมให้กลายเป็นรายได้ การลงทุน และการจ้างงานที่เกิดขึ้นจริง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน



